ฉันอาบน้ำแต่งตัวเตรียมของออกจากบ้านเสร็จภายในเวลา สิบห้านาที ข้างนอกฝนยังสาดลงมาอยู่อย่างไม่ขาดสาย ฉันแทบจะท้อแท้ไม่อยากออกจากบ้านในแค่ก้าวแรกที่ฉันเดินออกไปพบกับความเฉอะแฉะของ
ถนนหน้าบ้านแต่สมองของฉันก็สั่งว่า "ถึงยังไงก็ต้องไป เพราะงานของฉันไม่ได้ทำเพื่อตัวฉันเอง แต่ทำเพื่อความสุขของคนอื่นๆ"
ฉันขับรถออกไปตามถนนที่เฉอะแฉะ สายฝนกระหน่ำลงมากระทบกระจกรถจนแทบมองทางไม่เห็น รถแต่ละคันบนท้องถนนต้องเปิดที่ปัดน้ำฝนเพื่อที่จะปัดน้ำที่เกาะอยู่บนกระจกเพื่อจะให้สามารถ เห็นถนนที่รถกำลังพุ่งไปข้างหน้า ฉันเปิดวิทยุเพื่อที่จะฟังข่าวคราวความคืบหน้าของคดีที่ทางตำรวจอาจจะออกมาให้สัมภาษณ์ เพิ่มเติม แต่ฉันก็ต้องผิดหวังที่ข่าวที่ได้ยินมีแต่ข่าวเรื่องนักการเมืองที่ฉันเกลียดจนเข้า กระดูกดำ แค่ได้ฟังชื่อได้ยินเสียงฉันก็แทบจะเวียนหัวจนทนไม่ไหวแล้ว
ฉันเหลือบมองที่นาฬิกาที่คอนโซลหน้ารถ และทำให้รู้ว่าฉันสายไปห้านาทีแล้ว ฉันเลี้ยวรถเข้าไปในตึกๆหนึ่งซึ่งเป็นตึกของทางราชการ บุคคลภายนอกห้ามเข้า ป้ายตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้าตึกเขียนเอาไว้ว่า "กรมสืบสวนกลางคดีพิเศษ" ฉันขับรถตรงเข้าไปในตัวตึก ยามที่หน้าตัวตึกเิดินเข้ามาและมองมาที่กระจกข้างคนขับ ฉันเปิดกระจกลง
ยามเดินเข้ามาประตูข้างคนขับพร้อมกับทำท่าวันทยาหัตถ์ให้กับฉัน"สวัสดีครับ คุณหมอ วันนี้เข้าสายจังนะครับ"
ฉันยื่นบัตรที่มีรูปของฉันและตัวย่อตัวใหญ่บนบัตรที่เขียนว่า "DSI" ให้กับยามโดยไม่ได้พูดอะไร
ยามยื่นมือมารับบัตรนั้นไปและนำไปทาบกับเครื่องแสกนแล้วจึงนำมายื่นคืนให้กับฉัน "เชิญครับ หมอ" ยามพูดพร้อมกับผายมือให้ฉันขับรถเข้าไปในลานจอดรถในตัวตึกได้
ฉันขับรถวนอยู่ในลานจอดจนไปถึงที่หนึ่งที่มีป้ายเขียนว่า "พญ. หฤทัย ผ่องพรรณ" ฉันจึงหักรถเลี้ยวเข้าจอดตรงป้ายนั้นและรีบดับเครื่องหยิบของออกจากรถ ฉันเดินอย่างเร่งรีบไปตามลานจอดรถที่มืดครึ้มมีเสียงฝนสาดอยู่ห่างไกลออกไปจนมาถึงประตู
ทางเข้าซึ่งมีลิฟต์อยู่ด้านใน
ฉันใช้บัตรเดิมกับที่ยื่นให้ยามเมื่อครู่ทาบไปที่เครื่องแสกนตรงหน้าลิฟต์และพูดว่า "ชั้นยี่สิบเอ็ด"มีเสียงลิฟต์ทำงานดังมาจากประตูลิฟต์จนกระทั่งมีเสียงดังติ้งพร้อมกับไฟ
ที่ประตูหน้าลิฟต์สว่างขึ้นบอกให้ฉันรู้ว่าลิฟต์มาถึงแล้ว ฉันเดินเข้าไปในลิฟต์ดังกล่าว แล้วประตูลิฟต์จึงปิดลง เสียงลิฟต์ทำงานอีกครั้งฉันรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อยเนื่องจากลิฟต์กำลังขึ้นไปยังชั้นที่ยี่สิบเอ็ด ด้วยความเร็วสูง เมื่อถึงชั้นที่ยี่สิบเอ็ดลิฟต์จึงเปิดออกอีกครั้งพร้อมกับเสียงติ้งและมีเสียงผู้หญิงพูดมาจาก ลำโพงในตัวลิฟต์ว่า "ชั้นยี่สิบเอ็ด กองสืบสวนคดีฆาตกรรม"
ฉันเดินก้าวยาวๆไปตามทางเดินแคบๆของออฟฟิศที่มีห้องและประตูเรียงรายเป็นแถวตามทาง ไปเรื่อยๆจนมาถึงประตูห้องหนึ่งที่ข้างหน้าห้องเขียนว่า "ห้องประชุม" ฉันเคาะไปที่ประตูห้องสามที
"เข้ามาได้เลย" เสียงผู้ชายคนหนึ่งลอดผ่านประตูห้องออกมา
ฉันเปิดประตูพร้อมกับเดินเข้าไปแล้วมองไปรอบๆห้องซักครู่จึงพูดออกมา "ขออภัยที่มาสายค่ะ"
"เชิญนั่งเถอะ" เสียงผู้ชายคนเดิมกับเมื่อครู่เชิญฉัน
ห้องนี้เป็นห้องที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก มีผ้าใบสีขาวอยู่ตรงปลายสุดห้อง และกระดานไวท์บอร์ดตั้งอยู่ข้างๆ ชายผู้ที่เป็นคนออกคำสั่งเมื่อครู่กำลังยืนอยู่ที่หน้าไวท์บอร์ดดังกล่าว บนเพดานมีเครื่องฉายภาพสี่สีแขวนอยู่ซึ่งในขณะนี้กำลังฉายภาพตึกแถวหลังหนึ่งอยู่ ตรงกลางห้องมีโต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวอยู่หนึ่งตัวมีเก้าอี้ล้อมรอบ บนเก้าอี้มีคนนั่งนับได้อยู่ทั้งหมดสามคน บนโต๊ะมีกระดาษเอกสารและของบางอย่างใส่อยู่ในถุงใส่วางอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ
ฉันเลือกที่นั่งข้างๆกับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งกำลังมองอย่างยิ้มๆมาที่ฉันพร้อมกับเลื่อนเก้าอี้ที่อยู่
ข้างๆให้กับฉัน ฉันจึงยิ้มตอบให้และนั่งลงตรงนั้น
"เอาล่ะ หมอ คุณมาสายไปสิบนาทีนะ แต่ก็ช่างมันเถอะ" ผู้ชายที่ยืนอยู่หน้าไวท์บอร์ดพูด "เรื่องนี้เอาไว้คุณค่อยมาคุยกับผมทีหลัง เรื่องคดีนี้ยังไงก็ต้องมาก่อน เอาล่ะ ผมขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักกันก่อน นี่คือหมอ หฤทัย เป็นหมอหัวหน้าแผนกนิติเวชของเรา เค้าจะมาให้ความเห็นในทางด้านวิทยาศาสตร์ให้กับเราในคดีนี้ ส่วนคนอื่นๆหมอคงรู้จักแล้วนอกจากหมวดคนนี้" นายตำรวจในเครื่องแบบที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับฉันมองมาที่ฉันพร้อมกับยิ้มให้ "หมวดคนนี้ชื่อหมวด ตงจือ แซ่หยิบ เป็นสารวัตรอยู่ในเขตที่เกิดเหตุซึ่งเป็นหัวหน้าของตำรวจที่เข้าไปดูในสถานที่เกิดเหตุ วันนี้เค้าจะเป็นผู้ที่จะมาให้ข้อมูลกับเรา"
หมวดตง มองมาทางฉันอย่างพินิจพิเคราะห์ ตาของเขามองไล่ตั้งแต่หัวจรดเท้าของฉันตั้งแต่ฉันเดินเข้ามาในห้องประชุม โดยเฉพาะเมื่อฉันนั่งลงตรงข้ามกันเขา ตาของเขาก็จับจ้องมายังหน้าอกของของฉันที่เลยพ้นโต๊ะประชุมขึ้นมา เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและน่ารำคาญอย่างยิ่งสำหรับฉัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉันมีความรู้สึกไม่ค่อยชอบตำรวจท้องที่มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เนื่องจากส่วนใหญ่จะชอบปล่อยปละละเลยหน้าที่และสะเพร่ามากๆในการทำงาน
เขามองมายังหน้าฉันพร้อมยิ้มที่มุมปากและเอ่ยคำทักทาย"อรุณสวัสครับหมอ ยินดีที่ได้รู้จัก"
ฉันพยักหน้าให้นิดหนึ่งพร้อมกับเบือนหน้าหนีไปยังแผ่นผ้าใบที่กำลังฉายให้เห็นภาพตึก
แถวที่เกิดเหตุ "นี่เป็นสถานที่เกิดเหตุหรือ" ฉันถามขึ้นและมองไปยังพงษ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ยืนอยู่ข้างหน้าไวท์บอร์ด
"ใช่นี่เป็นตึแถวบ้านของครอบครัว เลิศมีน่ะครับ ภาพอาจจะไม่ชัดไปซักหน่อยเพราะลูกน้องผมมันดันถ่ายด้วยกล้องดิจิตอล แถมตอนนั้นก็มืดมากๆฝนก็ทำท่าจะตก ผมบอกมันตั้งหลายครั้งแล้วว่ากล้องฟิมล์น่ะดีกว่า แต่มันก็ไม่เคยฟังผมเล้ย พับผ่าสิ" หมวดตงตอบโพล่งตอบออกมา
"เรื่องกล้องหรือภาพเอาไว้ก่อนเถอะ ตอนนี้ที่เราสรุปคร่าวๆได้ก็คือผู้ตายมีทั้งหมดด้วยกันสี่คน มีแผลฉกรรณ์จากของมีคมตามร่างกายหลายแห่ง ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุการตายที่แน่ชัด ในตัวบ้านที่เกิดเหตุมีข้าวของกระจายอยู่ตามพื้น ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเกิดจากการต่อสู้กันระหว่างคนร้ายกับเหยื่อ ตอนนี้เรายังตรวจสอบอยู่ว่าข้าวของนั้นมีของมีค่าสูญหายไปบ้างหรือไม่" พงษ์กล่าวขึ้นมาเพื่อที่จะเริ่มเข้าเรื่องงาน
"แล้วใครเป็นผู้พบศพล่ะครับ" ผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆฉันพูดขึ้นมา ผู้ชายคนนี้ชื่อว่า นิกร ฉันชอบเรียกเขาว่าสั้นว่า "นิก" เป็นคนที่ไม่ค่อยแต่งตัว ผมเพร่ายุ่งเหยิง หนวดเคราหรอมแหรม เขาเป็นหนึ่งในหน่วยวิเคราะห์คดีฆาตกรรม ซึ่งส่วนใหญ่จะทำงานนอกออฟฟิศ คอยตามดมกลิ่นคนร้ายไปทั่วเมือง ฉันเคยร่วมงานกับเขามาหลายครั้งซึ่งทุกงานที่ได้ทำกับเขานั้นแสดงให้เห็นได้เลยว่า สิ่งที่มองเห็นจากภายนอกนั้น ไม่เหมือนกับความสามารถที่เขามีเลย
"คนพบศพเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์น่ะ" หมวดตงตอบ
"เห แปลกนะ" นิกเกาคางที่มีหนวดอยู่หรอมแหรมพร้อมกับเอาข้อศอกยันโต๊ะเอาอุ้งมือเกยคางตัวเอง "เด็กส่งหนังสือพิมพ์จะเข้าไปเห็นศพที่อยู่ในบ้านได้ยังไงกันน่ะ"
"จากที่ได้สอบปากคำมาเขาได้ให้การว่า เขา์มาถึงหน้าตึกแถวในเวลา 6.20น. เขาบอกว่าเขาจอดมอเตอร์ไซค์ที่หน้าตึกแถวดังกล่าวแล้วกำลังจะสอด
หนังสือพิมพ์ไว้ให้ที่กล่องปรากฏว่าเขาได้ไปเห็นแมวตัวหนึ่งวิ่งลอดออกมาจากประตู ของตึกแถวดังกล่าวพอดีซึ่งแมวตัวนั้นมีคราบสีแดงติดอยู่เต็มไปทั้งตัวและ ยังมีรอยเท้าสีแดงคล้ายเลือด โผล่อยู่ตามทางที่แมวตัวนั้นวิ่งไป เขาจึงแปลกใจและมองลอดประตูเข้าไปก็พบว่าไฟข้างในบ้านนั้นเปิดอยู่ซึ่งเผยให้เห็นร่าง ของคนที่นอนอยู่ มีเลือดนองอยู่ตามพื้นเต็มไปหมด เขาจึงรีบโทรแจ้งตำรวจให้รีบมาในที่เกิดเหตุโดยด่วน โดยเขาโทรเข้ามาผ่านทาง 191 เมื่อเวลา 6.25น. ซึ่งตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุในเวลา 6.40น." ชายอีกคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ริมโต๊ะฝั่งตรงข้ามถัดจากหมวดตงไปอ่านเอกสารที่ถืออยู่ในมือให้ ทุกคนในห้องได้ฟัง ชายผู้นี้เป็นหัวหน้าของแผนกสอบปากคำ เขาเป็นผู้ชายที่มีสองบุคลิค ธรรมดาเขาจะเป็นคนใส่แว่น ตาตี่ อ้วนท้วน แต่งตัวเนี้ยบใส่น้ำหอมกลิ่นแรงมาทำงานทุกวัน แต่ถ้าหากเขาเข้าไปในห้องสอบสวนพร้อมกับผู้ต้องสงสัยเมื่อไหร่ เขาจะเปลี่ยนกลายเป็นเหมือนยักษ์มารขึ้นมาทันที ฉันจึงชอบเรียกเขาว่า สอง เนื่องจากสองบุคลิคของเขานี่เอง
"ฮื่ม แมวอย่างนั้นเหรอ" นิกรำพึงกับตัวเอง
"แล้วที่ศพมีรอยกัดแทะของแมวบ้างหรือเปล่าคะ" ฉันถาม
"เรายังไม่ทราบในข้อนั้น เพราะพวกลูกน้องของคุณในแผนกนิติเวชบอกว่ามีอะไรแปลกๆที่ตัวศพ จึงยังรอความเห็นจากคุณก่อนจึงจะสรุปออกมาได้" พงษ์ตอบกลับมาพร้อมกับทำเสียงไม่ค่อยพอใจ
-------------------------------------------------------------------------------
ต่อ Entry หน้าแล้วกันนะ เอาไปแค่นี้ก่อน แหะๆ
เรื่องดังกล่าวนี้ใช้ชื่อของ DSI ก็จริง แต่เป็นเรื่องที่แต่งมาทั้งหมดนะครับ ดังนั้นอ่านเอาสนุกนะครับ อย่าไปคิดมาก แหะๆ
พูดๆไปงั้น ยังไม่รู้เล้ยจะมีคนตามอ่านจิงๆจังรึป่าว 5555
edit @ 2007/08/28 01:25:10
ถนนหน้าบ้านแต่สมองของฉันก็สั่งว่า "ถึงยังไงก็ต้องไป เพราะงานของฉันไม่ได้ทำเพื่อตัวฉันเอง แต่ทำเพื่อความสุขของคนอื่นๆ"
ฉันขับรถออกไปตามถนนที่เฉอะแฉะ สายฝนกระหน่ำลงมากระทบกระจกรถจนแทบมองทางไม่เห็น รถแต่ละคันบนท้องถนนต้องเปิดที่ปัดน้ำฝนเพื่อที่จะปัดน้ำที่เกาะอยู่บนกระจกเพื่อจะให้สามารถ เห็นถนนที่รถกำลังพุ่งไปข้างหน้า ฉันเปิดวิทยุเพื่อที่จะฟังข่าวคราวความคืบหน้าของคดีที่ทางตำรวจอาจจะออกมาให้สัมภาษณ์ เพิ่มเติม แต่ฉันก็ต้องผิดหวังที่ข่าวที่ได้ยินมีแต่ข่าวเรื่องนักการเมืองที่ฉันเกลียดจนเข้า กระดูกดำ แค่ได้ฟังชื่อได้ยินเสียงฉันก็แทบจะเวียนหัวจนทนไม่ไหวแล้ว
ฉันเหลือบมองที่นาฬิกาที่คอนโซลหน้ารถ และทำให้รู้ว่าฉันสายไปห้านาทีแล้ว ฉันเลี้ยวรถเข้าไปในตึกๆหนึ่งซึ่งเป็นตึกของทางราชการ บุคคลภายนอกห้ามเข้า ป้ายตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้าตึกเขียนเอาไว้ว่า "กรมสืบสวนกลางคดีพิเศษ" ฉันขับรถตรงเข้าไปในตัวตึก ยามที่หน้าตัวตึกเิดินเข้ามาและมองมาที่กระจกข้างคนขับ ฉันเปิดกระจกลง
ยามเดินเข้ามาประตูข้างคนขับพร้อมกับทำท่าวันทยาหัตถ์ให้กับฉัน"สวัสดีครับ คุณหมอ วันนี้เข้าสายจังนะครับ"
ฉันยื่นบัตรที่มีรูปของฉันและตัวย่อตัวใหญ่บนบัตรที่เขียนว่า "DSI" ให้กับยามโดยไม่ได้พูดอะไร
ยามยื่นมือมารับบัตรนั้นไปและนำไปทาบกับเครื่องแสกนแล้วจึงนำมายื่นคืนให้กับฉัน "เชิญครับ หมอ" ยามพูดพร้อมกับผายมือให้ฉันขับรถเข้าไปในลานจอดรถในตัวตึกได้
ฉันขับรถวนอยู่ในลานจอดจนไปถึงที่หนึ่งที่มีป้ายเขียนว่า "พญ. หฤทัย ผ่องพรรณ" ฉันจึงหักรถเลี้ยวเข้าจอดตรงป้ายนั้นและรีบดับเครื่องหยิบของออกจากรถ ฉันเดินอย่างเร่งรีบไปตามลานจอดรถที่มืดครึ้มมีเสียงฝนสาดอยู่ห่างไกลออกไปจนมาถึงประตู
ทางเข้าซึ่งมีลิฟต์อยู่ด้านใน
ฉันใช้บัตรเดิมกับที่ยื่นให้ยามเมื่อครู่ทาบไปที่เครื่องแสกนตรงหน้าลิฟต์และพูดว่า "ชั้นยี่สิบเอ็ด"มีเสียงลิฟต์ทำงานดังมาจากประตูลิฟต์จนกระทั่งมีเสียงดังติ้งพร้อมกับไฟ
ที่ประตูหน้าลิฟต์สว่างขึ้นบอกให้ฉันรู้ว่าลิฟต์มาถึงแล้ว ฉันเดินเข้าไปในลิฟต์ดังกล่าว แล้วประตูลิฟต์จึงปิดลง เสียงลิฟต์ทำงานอีกครั้งฉันรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อยเนื่องจากลิฟต์กำลังขึ้นไปยังชั้นที่ยี่สิบเอ็ด ด้วยความเร็วสูง เมื่อถึงชั้นที่ยี่สิบเอ็ดลิฟต์จึงเปิดออกอีกครั้งพร้อมกับเสียงติ้งและมีเสียงผู้หญิงพูดมาจาก ลำโพงในตัวลิฟต์ว่า "ชั้นยี่สิบเอ็ด กองสืบสวนคดีฆาตกรรม"
ฉันเดินก้าวยาวๆไปตามทางเดินแคบๆของออฟฟิศที่มีห้องและประตูเรียงรายเป็นแถวตามทาง ไปเรื่อยๆจนมาถึงประตูห้องหนึ่งที่ข้างหน้าห้องเขียนว่า "ห้องประชุม" ฉันเคาะไปที่ประตูห้องสามที
"เข้ามาได้เลย" เสียงผู้ชายคนหนึ่งลอดผ่านประตูห้องออกมา
ฉันเปิดประตูพร้อมกับเดินเข้าไปแล้วมองไปรอบๆห้องซักครู่จึงพูดออกมา "ขออภัยที่มาสายค่ะ"
"เชิญนั่งเถอะ" เสียงผู้ชายคนเดิมกับเมื่อครู่เชิญฉัน
ห้องนี้เป็นห้องที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก มีผ้าใบสีขาวอยู่ตรงปลายสุดห้อง และกระดานไวท์บอร์ดตั้งอยู่ข้างๆ ชายผู้ที่เป็นคนออกคำสั่งเมื่อครู่กำลังยืนอยู่ที่หน้าไวท์บอร์ดดังกล่าว บนเพดานมีเครื่องฉายภาพสี่สีแขวนอยู่ซึ่งในขณะนี้กำลังฉายภาพตึกแถวหลังหนึ่งอยู่ ตรงกลางห้องมีโต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวอยู่หนึ่งตัวมีเก้าอี้ล้อมรอบ บนเก้าอี้มีคนนั่งนับได้อยู่ทั้งหมดสามคน บนโต๊ะมีกระดาษเอกสารและของบางอย่างใส่อยู่ในถุงใส่วางอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ
ฉันเลือกที่นั่งข้างๆกับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งกำลังมองอย่างยิ้มๆมาที่ฉันพร้อมกับเลื่อนเก้าอี้ที่อยู่
ข้างๆให้กับฉัน ฉันจึงยิ้มตอบให้และนั่งลงตรงนั้น
"เอาล่ะ หมอ คุณมาสายไปสิบนาทีนะ แต่ก็ช่างมันเถอะ" ผู้ชายที่ยืนอยู่หน้าไวท์บอร์ดพูด "เรื่องนี้เอาไว้คุณค่อยมาคุยกับผมทีหลัง เรื่องคดีนี้ยังไงก็ต้องมาก่อน เอาล่ะ ผมขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักกันก่อน นี่คือหมอ หฤทัย เป็นหมอหัวหน้าแผนกนิติเวชของเรา เค้าจะมาให้ความเห็นในทางด้านวิทยาศาสตร์ให้กับเราในคดีนี้ ส่วนคนอื่นๆหมอคงรู้จักแล้วนอกจากหมวดคนนี้" นายตำรวจในเครื่องแบบที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับฉันมองมาที่ฉันพร้อมกับยิ้มให้ "หมวดคนนี้ชื่อหมวด ตงจือ แซ่หยิบ เป็นสารวัตรอยู่ในเขตที่เกิดเหตุซึ่งเป็นหัวหน้าของตำรวจที่เข้าไปดูในสถานที่เกิดเหตุ วันนี้เค้าจะเป็นผู้ที่จะมาให้ข้อมูลกับเรา"
หมวดตง มองมาทางฉันอย่างพินิจพิเคราะห์ ตาของเขามองไล่ตั้งแต่หัวจรดเท้าของฉันตั้งแต่ฉันเดินเข้ามาในห้องประชุม โดยเฉพาะเมื่อฉันนั่งลงตรงข้ามกันเขา ตาของเขาก็จับจ้องมายังหน้าอกของของฉันที่เลยพ้นโต๊ะประชุมขึ้นมา เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและน่ารำคาญอย่างยิ่งสำหรับฉัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉันมีความรู้สึกไม่ค่อยชอบตำรวจท้องที่มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เนื่องจากส่วนใหญ่จะชอบปล่อยปละละเลยหน้าที่และสะเพร่ามากๆในการทำงาน
เขามองมายังหน้าฉันพร้อมยิ้มที่มุมปากและเอ่ยคำทักทาย"อรุณสวัสครับหมอ ยินดีที่ได้รู้จัก"
ฉันพยักหน้าให้นิดหนึ่งพร้อมกับเบือนหน้าหนีไปยังแผ่นผ้าใบที่กำลังฉายให้เห็นภาพตึก
แถวที่เกิดเหตุ "นี่เป็นสถานที่เกิดเหตุหรือ" ฉันถามขึ้นและมองไปยังพงษ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ยืนอยู่ข้างหน้าไวท์บอร์ด
"ใช่นี่เป็นตึแถวบ้านของครอบครัว เลิศมีน่ะครับ ภาพอาจจะไม่ชัดไปซักหน่อยเพราะลูกน้องผมมันดันถ่ายด้วยกล้องดิจิตอล แถมตอนนั้นก็มืดมากๆฝนก็ทำท่าจะตก ผมบอกมันตั้งหลายครั้งแล้วว่ากล้องฟิมล์น่ะดีกว่า แต่มันก็ไม่เคยฟังผมเล้ย พับผ่าสิ" หมวดตงตอบโพล่งตอบออกมา
"เรื่องกล้องหรือภาพเอาไว้ก่อนเถอะ ตอนนี้ที่เราสรุปคร่าวๆได้ก็คือผู้ตายมีทั้งหมดด้วยกันสี่คน มีแผลฉกรรณ์จากของมีคมตามร่างกายหลายแห่ง ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุการตายที่แน่ชัด ในตัวบ้านที่เกิดเหตุมีข้าวของกระจายอยู่ตามพื้น ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเกิดจากการต่อสู้กันระหว่างคนร้ายกับเหยื่อ ตอนนี้เรายังตรวจสอบอยู่ว่าข้าวของนั้นมีของมีค่าสูญหายไปบ้างหรือไม่" พงษ์กล่าวขึ้นมาเพื่อที่จะเริ่มเข้าเรื่องงาน
"แล้วใครเป็นผู้พบศพล่ะครับ" ผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆฉันพูดขึ้นมา ผู้ชายคนนี้ชื่อว่า นิกร ฉันชอบเรียกเขาว่าสั้นว่า "นิก" เป็นคนที่ไม่ค่อยแต่งตัว ผมเพร่ายุ่งเหยิง หนวดเคราหรอมแหรม เขาเป็นหนึ่งในหน่วยวิเคราะห์คดีฆาตกรรม ซึ่งส่วนใหญ่จะทำงานนอกออฟฟิศ คอยตามดมกลิ่นคนร้ายไปทั่วเมือง ฉันเคยร่วมงานกับเขามาหลายครั้งซึ่งทุกงานที่ได้ทำกับเขานั้นแสดงให้เห็นได้เลยว่า สิ่งที่มองเห็นจากภายนอกนั้น ไม่เหมือนกับความสามารถที่เขามีเลย
"คนพบศพเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์น่ะ" หมวดตงตอบ
"เห แปลกนะ" นิกเกาคางที่มีหนวดอยู่หรอมแหรมพร้อมกับเอาข้อศอกยันโต๊ะเอาอุ้งมือเกยคางตัวเอง "เด็กส่งหนังสือพิมพ์จะเข้าไปเห็นศพที่อยู่ในบ้านได้ยังไงกันน่ะ"
"จากที่ได้สอบปากคำมาเขาได้ให้การว่า เขา์มาถึงหน้าตึกแถวในเวลา 6.20น. เขาบอกว่าเขาจอดมอเตอร์ไซค์ที่หน้าตึกแถวดังกล่าวแล้วกำลังจะสอด
หนังสือพิมพ์ไว้ให้ที่กล่องปรากฏว่าเขาได้ไปเห็นแมวตัวหนึ่งวิ่งลอดออกมาจากประตู ของตึกแถวดังกล่าวพอดีซึ่งแมวตัวนั้นมีคราบสีแดงติดอยู่เต็มไปทั้งตัวและ ยังมีรอยเท้าสีแดงคล้ายเลือด โผล่อยู่ตามทางที่แมวตัวนั้นวิ่งไป เขาจึงแปลกใจและมองลอดประตูเข้าไปก็พบว่าไฟข้างในบ้านนั้นเปิดอยู่ซึ่งเผยให้เห็นร่าง ของคนที่นอนอยู่ มีเลือดนองอยู่ตามพื้นเต็มไปหมด เขาจึงรีบโทรแจ้งตำรวจให้รีบมาในที่เกิดเหตุโดยด่วน โดยเขาโทรเข้ามาผ่านทาง 191 เมื่อเวลา 6.25น. ซึ่งตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุในเวลา 6.40น." ชายอีกคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ริมโต๊ะฝั่งตรงข้ามถัดจากหมวดตงไปอ่านเอกสารที่ถืออยู่ในมือให้ ทุกคนในห้องได้ฟัง ชายผู้นี้เป็นหัวหน้าของแผนกสอบปากคำ เขาเป็นผู้ชายที่มีสองบุคลิค ธรรมดาเขาจะเป็นคนใส่แว่น ตาตี่ อ้วนท้วน แต่งตัวเนี้ยบใส่น้ำหอมกลิ่นแรงมาทำงานทุกวัน แต่ถ้าหากเขาเข้าไปในห้องสอบสวนพร้อมกับผู้ต้องสงสัยเมื่อไหร่ เขาจะเปลี่ยนกลายเป็นเหมือนยักษ์มารขึ้นมาทันที ฉันจึงชอบเรียกเขาว่า สอง เนื่องจากสองบุคลิคของเขานี่เอง
"ฮื่ม แมวอย่างนั้นเหรอ" นิกรำพึงกับตัวเอง
"แล้วที่ศพมีรอยกัดแทะของแมวบ้างหรือเปล่าคะ" ฉันถาม
"เรายังไม่ทราบในข้อนั้น เพราะพวกลูกน้องของคุณในแผนกนิติเวชบอกว่ามีอะไรแปลกๆที่ตัวศพ จึงยังรอความเห็นจากคุณก่อนจึงจะสรุปออกมาได้" พงษ์ตอบกลับมาพร้อมกับทำเสียงไม่ค่อยพอใจ
-------------------------------------------------------------------------------
ต่อ Entry หน้าแล้วกันนะ เอาไปแค่นี้ก่อน แหะๆ
เรื่องดังกล่าวนี้ใช้ชื่อของ DSI ก็จริง แต่เป็นเรื่องที่แต่งมาทั้งหมดนะครับ ดังนั้นอ่านเอาสนุกนะครับ อย่าไปคิดมาก แหะๆ
พูดๆไปงั้น ยังไม่รู้เล้ยจะมีคนตามอ่านจิงๆจังรึป่าว 5555
edit @ 2007/08/28 01:25:10