2007/Aug/28

ฉันอาบน้ำแต่งตัวเตรียมของออกจากบ้านเสร็จภายในเวลา สิบห้านาที ข้างนอกฝนยังสาดลงมาอยู่อย่างไม่ขาดสาย ฉันแทบจะท้อแท้ไม่อยากออกจากบ้านในแค่ก้าวแรกที่ฉันเดินออกไปพบกับความเฉอะแฉะของ
ถนนหน้าบ้านแต่สมองของฉันก็สั่งว่า "ถึงยังไงก็ต้องไป เพราะงานของฉันไม่ได้ทำเพื่อตัวฉันเอง แต่ทำเพื่อความสุขของคนอื่นๆ"

ฉันขับรถออกไปตามถนนที่เฉอะแฉะ สายฝนกระหน่ำลงมากระทบกระจกรถจนแทบมองทางไม่เห็น รถแต่ละคันบนท้องถนนต้องเปิดที่ปัดน้ำฝนเพื่อที่จะปัดน้ำที่เกาะอยู่บนกระจกเพื่อจะให้สามารถ เห็นถนนที่รถกำลังพุ่งไปข้างหน้า ฉันเปิดวิทยุเพื่อที่จะฟังข่าวคราวความคืบหน้าของคดีที่ทางตำรวจอาจจะออกมาให้สัมภาษณ์ เพิ่มเติม แต่ฉันก็ต้องผิดหวังที่ข่าวที่ได้ยินมีแต่ข่าวเรื่องนักการเมืองที่ฉันเกลียดจนเข้า กระดูกดำ แค่ได้ฟังชื่อได้ยินเสียงฉันก็แทบจะเวียนหัวจนทนไม่ไหวแล้ว

ฉันเหลือบมองที่นาฬิกาที่คอนโซลหน้ารถ และทำให้รู้ว่าฉันสายไปห้านาทีแล้ว ฉันเลี้ยวรถเข้าไปในตึกๆหนึ่งซึ่งเป็นตึกของทางราชการ บุคคลภายนอกห้ามเข้า ป้ายตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้าตึกเขียนเอาไว้ว่า "กรมสืบสวนกลางคดีพิเศษ" ฉันขับรถตรงเข้าไปในตัวตึก ยามที่หน้าตัวตึกเิดินเข้ามาและมองมาที่กระจกข้างคนขับ ฉันเปิดกระจกลง

ยามเดินเข้ามาประตูข้างคนขับพร้อมกับทำท่าวันทยาหัตถ์ให้กับฉัน"สวัสดีครับ คุณหมอ วันนี้เข้าสายจังนะครับ"

ฉันยื่นบัตรที่มีรูปของฉันและตัวย่อตัวใหญ่บนบัตรที่เขียนว่า "DSI" ให้กับยามโดยไม่ได้พูดอะไร

ยามยื่นมือมารับบัตรนั้นไปและนำไปทาบกับเครื่องแสกนแล้วจึงนำมายื่นคืนให้กับฉัน "เชิญครับ หมอ" ยามพูดพร้อมกับผายมือให้ฉันขับรถเข้าไปในลานจอดรถในตัวตึกได้

ฉันขับรถวนอยู่ในลานจอดจนไปถึงที่หนึ่งที่มีป้ายเขียนว่า "พญ. หฤทัย ผ่องพรรณ" ฉันจึงหักรถเลี้ยวเข้าจอดตรงป้ายนั้นและรีบดับเครื่องหยิบของออกจากรถ ฉันเดินอย่างเร่งรีบไปตามลานจอดรถที่มืดครึ้มมีเสียงฝนสาดอยู่ห่างไกลออกไปจนมาถึงประตู
ทางเข้าซึ่งมีลิฟต์อยู่ด้านใน

ฉันใช้บัตรเดิมกับที่ยื่นให้ยามเมื่อครู่ทาบไปที่เครื่องแสกนตรงหน้าลิฟต์และพูดว่า "ชั้นยี่สิบเอ็ด"มีเสียงลิฟต์ทำงานดังมาจากประตูลิฟต์จนกระทั่งมีเสียงดังติ้งพร้อมกับไฟ
ที่ประตูหน้าลิฟต์สว่างขึ้นบอกให้ฉันรู้ว่าลิฟต์มาถึงแล้ว ฉันเดินเข้าไปในลิฟต์ดังกล่าว แล้วประตูลิฟต์จึงปิดลง เสียงลิฟต์ทำงานอีกครั้งฉันรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อยเนื่องจากลิฟต์กำลังขึ้นไปยังชั้นที่ยี่สิบเอ็ด ด้วยความเร็วสูง เมื่อถึงชั้นที่ยี่สิบเอ็ดลิฟต์จึงเปิดออกอีกครั้งพร้อมกับเสียงติ้งและมีเสียงผู้หญิงพูดมาจาก ลำโพงในตัวลิฟต์ว่า "ชั้นยี่สิบเอ็ด กองสืบสวนคดีฆาตกรรม"

ฉันเดินก้าวยาวๆไปตามทางเดินแคบๆของออฟฟิศที่มีห้องและประตูเรียงรายเป็นแถวตามทาง ไปเรื่อยๆจนมาถึงประตูห้องหนึ่งที่ข้างหน้าห้องเขียนว่า "ห้องประชุม" ฉันเคาะไปที่ประตูห้องสามที

"เข้ามาได้เลย" เสียงผู้ชายคนหนึ่งลอดผ่านประตูห้องออกมา

ฉันเปิดประตูพร้อมกับเดินเข้าไปแล้วมองไปรอบๆห้องซักครู่จึงพูดออกมา "ขออภัยที่มาสายค่ะ"

"เชิญนั่งเถอะ" เสียงผู้ชายคนเดิมกับเมื่อครู่เชิญฉัน

ห้องนี้เป็นห้องที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก มีผ้าใบสีขาวอยู่ตรงปลายสุดห้อง และกระดานไวท์บอร์ดตั้งอยู่ข้างๆ ชายผู้ที่เป็นคนออกคำสั่งเมื่อครู่กำลังยืนอยู่ที่หน้าไวท์บอร์ดดังกล่าว บนเพดานมีเครื่องฉายภาพสี่สีแขวนอยู่ซึ่งในขณะนี้กำลังฉายภาพตึกแถวหลังหนึ่งอยู่ ตรงกลางห้องมีโต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวอยู่หนึ่งตัวมีเก้าอี้ล้อมรอบ บนเก้าอี้มีคนนั่งนับได้อยู่ทั้งหมดสามคน บนโต๊ะมีกระดาษเอกสารและของบางอย่างใส่อยู่ในถุงใส่วางอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ

ฉันเลือกที่นั่งข้างๆกับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งกำลังมองอย่างยิ้มๆมาที่ฉันพร้อมกับเลื่อนเก้าอี้ที่อยู่
ข้างๆให้กับฉัน ฉันจึงยิ้มตอบให้และนั่งลงตรงนั้น

"เอาล่ะ หมอ คุณมาสายไปสิบนาทีนะ แต่ก็ช่างมันเถอะ" ผู้ชายที่ยืนอยู่หน้าไวท์บอร์ดพูด "เรื่องนี้เอาไว้คุณค่อยมาคุยกับผมทีหลัง เรื่องคดีนี้ยังไงก็ต้องมาก่อน เอาล่ะ ผมขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักกันก่อน นี่คือหมอ หฤทัย เป็นหมอหัวหน้าแผนกนิติเวชของเรา เค้าจะมาให้ความเห็นในทางด้านวิทยาศาสตร์ให้กับเราในคดีนี้ ส่วนคนอื่นๆหมอคงรู้จักแล้วนอกจากหมวดคนนี้" นายตำรวจในเครื่องแบบที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับฉันมองมาที่ฉันพร้อมกับยิ้มให้ "หมวดคนนี้ชื่อหมวด ตงจือ แซ่หยิบ เป็นสารวัตรอยู่ในเขตที่เกิดเหตุซึ่งเป็นหัวหน้าของตำรวจที่เข้าไปดูในสถานที่เกิดเหตุ วันนี้เค้าจะเป็นผู้ที่จะมาให้ข้อมูลกับเรา"

หมวดตง มองมาทางฉันอย่างพินิจพิเคราะห์ ตาของเขามองไล่ตั้งแต่หัวจรดเท้าของฉันตั้งแต่ฉันเดินเข้ามาในห้องประชุม โดยเฉพาะเมื่อฉันนั่งลงตรงข้ามกันเขา ตาของเขาก็จับจ้องมายังหน้าอกของของฉันที่เลยพ้นโต๊ะประชุมขึ้นมา เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและน่ารำคาญอย่างยิ่งสำหรับฉัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉันมีความรู้สึกไม่ค่อยชอบตำรวจท้องที่มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เนื่องจากส่วนใหญ่จะชอบปล่อยปละละเลยหน้าที่และสะเพร่ามากๆในการทำงาน

เขามองมายังหน้าฉันพร้อมยิ้มที่มุมปากและเอ่ยคำทักทาย"อรุณสวัสครับหมอ ยินดีที่ได้รู้จัก"

ฉันพยักหน้าให้นิดหนึ่งพร้อมกับเบือนหน้าหนีไปยังแผ่นผ้าใบที่กำลังฉายให้เห็นภาพตึก
แถวที่เกิดเหตุ "นี่เป็นสถานที่เกิดเหตุหรือ" ฉันถามขึ้นและมองไปยังพงษ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ยืนอยู่ข้างหน้าไวท์บอร์ด

"ใช่นี่เป็นตึแถวบ้านของครอบครัว เลิศมีน่ะครับ ภาพอาจจะไม่ชัดไปซักหน่อยเพราะลูกน้องผมมันดันถ่ายด้วยกล้องดิจิตอล แถมตอนนั้นก็มืดมากๆฝนก็ทำท่าจะตก ผมบอกมันตั้งหลายครั้งแล้วว่ากล้องฟิมล์น่ะดีกว่า แต่มันก็ไม่เคยฟังผมเล้ย พับผ่าสิ" หมวดตงตอบโพล่งตอบออกมา

"เรื่องกล้องหรือภาพเอาไว้ก่อนเถอะ ตอนนี้ที่เราสรุปคร่าวๆได้ก็คือผู้ตายมีทั้งหมดด้วยกันสี่คน มีแผลฉกรรณ์จากของมีคมตามร่างกายหลายแห่ง ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุการตายที่แน่ชัด ในตัวบ้านที่เกิดเหตุมีข้าวของกระจายอยู่ตามพื้น ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเกิดจากการต่อสู้กันระหว่างคนร้ายกับเหยื่อ ตอนนี้เรายังตรวจสอบอยู่ว่าข้าวของนั้นมีของมีค่าสูญหายไปบ้างหรือไม่" พงษ์กล่าวขึ้นมาเพื่อที่จะเริ่มเข้าเรื่องงาน

"แล้วใครเป็นผู้พบศพล่ะครับ" ผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆฉันพูดขึ้นมา ผู้ชายคนนี้ชื่อว่า นิกร ฉันชอบเรียกเขาว่าสั้นว่า "นิก" เป็นคนที่ไม่ค่อยแต่งตัว ผมเพร่ายุ่งเหยิง หนวดเคราหรอมแหรม เขาเป็นหนึ่งในหน่วยวิเคราะห์คดีฆาตกรรม ซึ่งส่วนใหญ่จะทำงานนอกออฟฟิศ คอยตามดมกลิ่นคนร้ายไปทั่วเมือง ฉันเคยร่วมงานกับเขามาหลายครั้งซึ่งทุกงานที่ได้ทำกับเขานั้นแสดงให้เห็นได้เลยว่า สิ่งที่มองเห็นจากภายนอกนั้น ไม่เหมือนกับความสามารถที่เขามีเลย

"คนพบศพเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์น่ะ" หมวดตงตอบ

"เห แปลกนะ" นิกเกาคางที่มีหนวดอยู่หรอมแหรมพร้อมกับเอาข้อศอกยันโต๊ะเอาอุ้งมือเกยคางตัวเอง "เด็กส่งหนังสือพิมพ์จะเข้าไปเห็นศพที่อยู่ในบ้านได้ยังไงกันน่ะ"

"จากที่ได้สอบปากคำมาเขาได้ให้การว่า เขา์มาถึงหน้าตึกแถวในเวลา 6.20น. เขาบอกว่าเขาจอดมอเตอร์ไซค์ที่หน้าตึกแถวดังกล่าวแล้วกำลังจะสอด
หนังสือพิมพ์ไว้ให้ที่กล่องปรากฏว่าเขาได้ไปเห็นแมวตัวหนึ่งวิ่งลอดออกมาจากประตู ของตึกแถวดังกล่าวพอดีซึ่งแมวตัวนั้นมีคราบสีแดงติดอยู่เต็มไปทั้งตัวและ ยังมีรอยเท้าสีแดงคล้ายเลือด โผล่อยู่ตามทางที่แมวตัวนั้นวิ่งไป เขาจึงแปลกใจและมองลอดประตูเข้าไปก็พบว่าไฟข้างในบ้านนั้นเปิดอยู่ซึ่งเผยให้เห็นร่าง ของคนที่นอนอยู่ มีเลือดนองอยู่ตามพื้นเต็มไปหมด เขาจึงรีบโทรแจ้งตำรวจให้รีบมาในที่เกิดเหตุโดยด่วน โดยเขาโทรเข้ามาผ่านทาง 191 เมื่อเวลา 6.25น. ซึ่งตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุในเวลา 6.40น." ชายอีกคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ริมโต๊ะฝั่งตรงข้ามถัดจากหมวดตงไปอ่านเอกสารที่ถืออยู่ในมือให้ ทุกคนในห้องได้ฟัง ชายผู้นี้เป็นหัวหน้าของแผนกสอบปากคำ เขาเป็นผู้ชายที่มีสองบุคลิค ธรรมดาเขาจะเป็นคนใส่แว่น ตาตี่ อ้วนท้วน แต่งตัวเนี้ยบใส่น้ำหอมกลิ่นแรงมาทำงานทุกวัน แต่ถ้าหากเขาเข้าไปในห้องสอบสวนพร้อมกับผู้ต้องสงสัยเมื่อไหร่ เขาจะเปลี่ยนกลายเป็นเหมือนยักษ์มารขึ้นมาทันที ฉันจึงชอบเรียกเขาว่า สอง เนื่องจากสองบุคลิคของเขานี่เอง

"ฮื่ม แมวอย่างนั้นเหรอ" นิกรำพึงกับตัวเอง

"แล้วที่ศพมีรอยกัดแทะของแมวบ้างหรือเปล่าคะ" ฉันถาม

"เรายังไม่ทราบในข้อนั้น เพราะพวกลูกน้องของคุณในแผนกนิติเวชบอกว่ามีอะไรแปลกๆที่ตัวศพ จึงยังรอความเห็นจากคุณก่อนจึงจะสรุปออกมาได้" พงษ์ตอบกลับมาพร้อมกับทำเสียงไม่ค่อยพอใจ

-------------------------------------------------------------------------------

ต่อ Entry หน้าแล้วกันนะ เอาไปแค่นี้ก่อน แหะๆ

เรื่องดังกล่าวนี้ใช้ชื่อของ DSI ก็จริง แต่เป็นเรื่องที่แต่งมาทั้งหมดนะครับ ดังนั้นอ่านเอาสนุกนะครับ อย่าไปคิดมาก แหะๆ

พูดๆไปงั้น ยังไม่รู้เล้ยจะมีคนตามอ่านจิงๆจังรึป่าว 5555

edit @ 2007/08/28 01:25:10

2007/Aug/22

เสียงฝนสาดกระทบหน้าต่างและหลังคาดังจักๆ กลบเสียงโทรทัศน์ที่กำลังเปิดช่องข่าวยามเช้าอยู่ ซึ่งดูเหมือนว่าเจ้าของโทรทัศน์เครื่องนี้จะไม่ได้สนใจที่จะดูหรือฟัง เพียงแต่เปิดเอาไว้เป็นเพื่อนเท่านั้น

หลังจากนั้นจึงมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ซึ่งเป็นเสียงของโทรศัพท์มือถือที่วางเอาไว้ในกระเป๋าถือแบบผู้หญิงทำงาน ยี่ห้อมีชื่อ โทรศัพท์ดังอยู่นานซักพักก็หยุดไป แล้วจึงดังขึ้นใหม่อีกครั้ง แล้วจึงหยุดไปอีก ดูเหมือนว่าผู้ที่ถูกโทรตามจะไม่สนใจอยากรับโทรศัพท์ในเช้าอันอึมครึมนี้เลย

“เช้าอย่างนี้ใครมันจะไปอยากรับโทรศัพท์กันนะ เพิ่งจะแปดโมงแท้ๆ” เสียงของหญิงวัยทำงานคนหนึ่งรำพึงกับตัวเอง
หล่อนกำลังออกกำลังกายยามเช้าด้วยการทำโยคะอยู่ที่พื้นห้องนั่งเล่น มีหนังสือที่เขียนว่า “โยคะสำหรับผู้เริ่มต้น” วางอยู่ข้างหน้าหล่อน

หญิงผู้นี้ดูจากภายนอกอาจจะคิดว่าอายุยี่สิบปลายๆจะสามสิบ แต่จริงๆแล้วหล่อนอายุถึงสามสิบห้าแล้ว หล่อนเป็นคนมีบุคลิกสง่า รูปร่างสมส่วน ผิวพรรณหน้าตาเต่งตึงไม่สมกับวัยที่ร่วงโรยไปทุกๆวัน หล่อนกำลังก้มหน้ามองไปยังหนังสือสอนโยคะที่วางอยู่ข้างหน้าหล่อนและทำท่าทางตาม
ภาพในหนังสือดังกล่าวพร้อมกับหายใจเข้าๆออกๆยาวๆตามที่ในหนังสือแนะนำ

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นฝ่าเสียงฝนกระทบหลังคาและหน้าต่างอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นเสียงโทรศัพท์บ้าน ในที่สุดหล่อนก็หมดความอดทน ลุกขึ้นจากเบาะรองนั่ง และเดินไปยังโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะรับแขก หล่อนรอให้เสียงโทรศัพท์ดังจบก่อนจึงค่อยยกหูขึ้นมาพูด

“ฮัลโหล”

“หมอ ผมโทรเข้ามือถือคุณต้องสองครั้ง ทำไมคุณถึงไม่รับ หา” ผู้ชายที่ปลายสายพูดตัดพ้อด้วยน้ำเสียงอันฉุนเฉียว

“อ้อ พอดีชั้นปิดเสียงเปิดเอาไว้แต่สั่นน่ะก็เลยไม่ได้ยิน ขอโทษนะ สารวัตร”

“ผมบอกคุณกี่ครั้งแล้วว่าให้เปิดเสียงเอาไว้ด้วย พวกผู้หญิงนี่มันแย่จริงๆนะ พกมือถือแทนที่จะพกติดตัวเวลามันสั่นจะได้รู้สึก ก็ดันไปพกไว้ในกระเป๋าถือ พอปิดเสียงก็ไม่รู้แล้วว่ามีคนโทรมา”

“พอดีเมื่อวานชั้นไปดูหนังน่ะก็เลยปิดเสียงไว้แล้วลืมเปิดคืน ว่าแต่มีธุระอะไรหรือคะ ทำไมถึงต้องโทรมาแต่เช้า”

“ก็มีเรื่องยุ่งสุดๆเลยน่ะสิ นี่คุณไม่ได้ดูข่าวเช้านี้เลยหรือไงกัน เค้าออกข่าวกันครึกโครมทุกช่องเลยไม่ใช่หรือ เรื่องฆาตกรรมครอบครัวเลิศมีน่ะ”

“อ้อ พอดีเช้านี้ชั้นตื่นสายน่ะค่ะ ก็เลยกำลังรีบ ไม่ได้เปิดข่าวดูหรอกค่ะ” หล่อนโกหกไปในโทรศัพท์พร้อมกับเดินไปหยิบรีโหมตขึ้นมาเพื่อเร่งเสียงโทรทัศน์ให้ดังขึ้น
สู้เสียงฝนที่กำลังสาดอย่างหนัก”

“ในขณะนี้ทางเรายังไม่ทราบถึงสาเหตุการฆาตรกรรมครับ ทางตำรวจจะพยายามเร่งสืบสวนหาสาเหตุและผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ครับ...” เสียงกำลังให้สัมภาษณ์ของนายตำรวจคนหนึ่งดังมาจากทางโทรทัศน์

“โอ้พงษ์ เวลาคุณอยู่ในทีวีแล้วดูดีขึ้นนะ” หล่อนพูดหยอกคู่สายของหล่อน

“นี่หมอ นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ คุณรีบมาที่สำนักงานเดี๋ยวนี้เลยดีกว่า พวกเราต้องการความเห็นทางด้านนิติเวชของคุณนะ คุณจะขับรถมาเองหรือจะให้ผมไปรับ”

“ชั้นขับไปเองดีกว่า ขอเวลายี่สิบนาทีก็แล้วกัน”

“ได้ ผมให้คุณครึ่งชั่วโมง ก็แล้วกันมีหลายเรื่องที่เราต้องการความเห็นคุณ”

“โอเค ค่ะแล้วเจอกัน”

หล่อนวางโทรศัพท์ลงพร้อมกับขมวดคิ้วครุ่นคิด เนื่องจากปกติแล้วสารวัตรพงษ์ ต่อให้เจอทางตันแค่ไหนก็ไม่เคยคิดที่จะพึ่งความเห็นหมออย่างหล่อนจริงๆจังๆมาก่อนเลย นี่ถึงขนาดโทรมาตามเอง แสดงว่าคงมีเรื่องสำคัญมากๆเกี่ยวกับคดีนี้ทีเดียว

เมื่อนึกได้ดังนั้นหมอจึงเดินอย่างกระฉับกระเฉงไปห้องน้ำเพื่อที่จะล้างคราบเหงื่อจาก
การเล่นโยคะและแต่งตัวเพื่อที่จะเร่งไปยังสำนักงานให้ทันครึ่งชั่วโมงตามที่ได้รับปาก
กับสารวัตรพงษ์ไว้

2007/Aug/08

ในคืนๆหนึ่งของวันที่เงียบสงบในใจกลางกรุงเทพมหานคร มีหญิงสาวหน้าตาสะสวยกำลังเดินทางกลับจากที่ทำงาน เธอเรียกแท๊กซี่จากที่ทำงานของเธอในตัวเมือง เพื่อจะออกมายังบ้านพักของเธอซึ่งอยู่นอกตัวเมืองอันแออัดจอแจ

"กลับดึกจังเลยนะครับ" คนขับแท๊กซี่เริ่มต้นบทสนทนาเพื่อทำลายความเงียบรวมถึงช่วยให้ตนเองไม่ง่วง

"ค่ะ พอดีช่วงนี้มีงานค้างน่ะค่ะ ก็เลยต้องอยู่สะสางให้เสร็จก่อนจึงค่อยกลับ" หญิงสาวตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเหนื่อยๆพร้อมกับถอนหายใจยาวเหยียด

"อายุยังไม่เท่าไหร่แต่ต้องมาทำงานดึกๆแบบนี้ แย่เลยนะครับ" คนขับกล่าวพร้อมแสดงท่าทีเห็นใจ "ดูอย่างผมสิ เมื่อก่อนก็ทำงานบริษัทเหมือนคุณนี่แหละ แต่มาเจอพิษเศรษฐกิจเข้าไปเลยตกงานต้องมาขับแท๊กซี่ดึกๆแบบนี้แทน ชีวิตเปลี่ยนไปหมดเลยล่ะครับ" เขาพูดต่อเพื่อพยายามจะชวนผู้โดยสารสาวคุย

"อย่างนั้นเหรอคะ ชั้นก็เพิ่งจะเรียนจบมาซักพัก เพิ่งจะได้งานนี้เป็นงานแรก ยังไม่ค่อยจะทราบอะไรเท่าไหร่หรอกค่ะ เจ้านายเค้าให้ทำอะไรก็พยายามทำให้ดีที่สุดก็เท่านั้นเอง"

"จบใหม่ๆเพิ่งเข้าทำงานก็แบบนี้แหละครับ เขาสั่งอะไรมาเราก็ต้องทำตามเขาตลอด แถมถ้าไม่ทำตามก็โดนด่า ดีไม่ดีโดนไล่ออกอีก เนี่ยแหละครับชีวิตคนทำงาน" เขาพูดปนเสียงหัวเราะ "ดูอย่างผมสิเป็นคนขับแท๊กซี่ ไม่ต้องมีเจ้านายอยากขับเมื่อไหร่ก็ขับเป็นอิสระกว่ากันตั้งเยอะ เพียงแต่ต้องรับคำสั่งจากผู้โดยสารพนักงานบริษัทสาวสวยอย่างคุณแทน" เขาจบประโยคด้วยการหัวเราะเบาๆหญิงสาวก็หัวเราะไปกับเขาเช่นกัน

รถขับไปตามถนนยามค่ำคืนเรื่อยๆจนมาถึงซอยแห่งหนึ่งมีตึกแถว ห้องเช่า และคอนโดตั้งเรียงรายกันอยู่เต็มสองข้างทาง รถเลี้ยวไปตามซอยอันว่างเปล่าจนมาถึงตึกแถวแห่งหนึ่ง

"จอดตรงนี้แหละค่ะ หนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าบาท ใช่มั้ยคะ?" หญิงสาวถามพร้อมกับชะโงกหน้าจากเบาะหลังเพื่อมองดูมิเตอร์

"หนึ่งร้อยเจ็ดสิบบาทก็พอครับผมลดให้" คนขับกล่าวพร้อมกับหันมายิ้มมุมปาก

คนขับเปิดไฟภายในรถเพื่อให้หญิงสาวมองเห็นได้สะดวก พร้อมกับชวนคุยว่า "หลับกันหมดแล้วเหรอครับเนี่ย" เขาหันไปมองนาฬิกาพร้อมกับพูดต่อ "เพิ่งจะตีหนึ่งเท่านั้นเอง"

"ค่ะบ้านชั้นหลับกันเร็วน่ะค่ะ ซักประมาณ 4 ทุ่มก็หลับกันทั้งบ้านแล้วล่ะค่ะ" หญิงสาวตอบไปด้วยมือก็ควานหาเงินในกระเป๋าสตางค์ไปด้วย

"นี่ค่ะ หนึ่งร้อยเจ็ดสิบบาท ขอบคุณนะคะที่อุตส่าลดให้" หญิงสาวยื่นเงินให้คนขับแท๊กซี่พร้อมกับส่งยิ้มให้เหมือนจะเป็นการตอบแทนห้าบาทที่คนขับแท๊กซี่ลดให้กับเธอ

"ไม่เป็นไรครับ ราตรีสวัสดิ์ครับ" คนขับรับเงินมานับพร้อมกล่าวคำลาก่อนที่หญิงสาวจะเปิดประตูออกจากรถไปเพื่อเข้าไปยังบ้านของตัวเอง

คนขับแท๊กซี่ปิดไฟในรถพร้อมกับมองไปยังกระจกมองข้างและมองหลังเพื่อที่จะออกรถไปหาลูกค้ารายต่อไป ซึ่งในขณะนั้นเค้าได้สังเกตุเห็นเงาของใครบางคนยืนอยู่ห่างไปจากจุดที่รถจอดผ่านทางกระจกมองหลัง เขามองรอดูอยู่ซักพักด้วยคิดว่าอาจจะเป็นคนที่จะมาเรียกแท๊กซี่และก็คิดว่าคงไม่น่าใช่จึงหันรถออกขวาและขับออกไปตามซอยอันมืดมิด

เช้าวันรุ่งขึ้นในซอยแห่งเดียวกันนี้ได้มีรถมากมายจอดอยู่เต็มไปหมด รถแต่ละคันที่จอดเบียดเสียดกันอยู่นั้นต่างประสานเสียงไซเรนกันอึกทึกไปทั้งซอย และยังมีคนยืนเบียดเสียดกันอยู่เต็มไปหมด แต่ละคนต่างพากันชะเง้อมองหวังจะได้เห็นอะไรในหมู่ตำรวจที่มากั้นเขตุเอาไว้เพื่อไม่ให้ใครผ่านเข้าไป

"รายงานสดจากสถานที่เกิดเหตุค่ะ ในตอนนี้ทางตำรวจได้นำร่างของผู้เคราะร้ายทั้งสี่ ออกมาจากอาคารที่พักแล้วค่ะ ข่าวล่าสุดแจ้งมาว่าผู้เคราะร้ายทั้งสี่ถูกฆาตรกรรมอย่างโหดเหี้ยมด้วยของมีคมปลายแหลมเข้าที่หลายจุดตามร่างกาย เบื้องต้นทางตำรวจยังไม่ทราบถึงสาเหตุการฆาตรกรรมในครั้งนี้ค่ะ ซึ่งผู้ตายทั้งสี่เป็นคนครอบครัวเดียวกัน ประกอบด้วย นายประสงค์ เลิศมี และนางเอมอร เลิศมี คู่สามีภรรยา นางสาวอนง เลิศมี บุตรสาว และ นายไกร เลิศมี บุตรชายค่ะ เรียกได้ว่าเป็นการฆาตรกรรมทั้งครอบครัวที่โหดเหี้ยมอย่างมากเลยค่ะ ทางตำรวจได้รับปากกับญาติผู้เสียหายว่าจะต้องตามตัวผู้กระทำผิดมาให้ได้อย่างแน่นอนที่สุดค่ะ ซึ่งในการสืบสวนครั้งนี้ได้มีการนำกองสืบสวนทางนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาร่วมในการสืบสวนครั้งนี้ด้วย ซึ่งจะใช้วิทยาศาสตร์ทางนิติเวชเพื่อมาช่วยหาตัวคนร้ายในครั้งนี้ด้วยค่ะ" นักข่าวรายงานข่าวอันน่าสลดผ่านทางโทรทัศน์ยามเช้า ซึ่งเป็นยามเช้าอันหม่นหมองเนื่องจากฝนกำลังทำท่าจะตก เหมือนกับจะต้องการร่ำไห้ ไว้อาลัย้แก่ครอบครัวนี้
 
edit @ 2007/08/08 02:33:40